รู้จัก “นาฟตาลี เบนเนตต์” ผู้นำใหม่สายเหยี่ยวแห่งอิสราเอล

new

นาฟตาลี เบนเนตต์ ผู้นำพรรคชาตินิยมสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลแล้ว ยุติการปกครองของ เบนจามิน เนทันยาฮู เจ้านายเก่าที่ครองอำนาจมานาน 12 ปี

เบนเนตต์ ผู้บอกว่าตนเองเป็นพวกสายเหยี่ยวมากกว่าเนทันยาฮู มีจุดยืนต่อต้านการตั้งรัฐปาเลสไตน์ในดินแดนอิสราเอลอย่างหัวชนฝา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างยิวกับปาเลสไตน์

รัฐบาลใหม่ของนายเบนเนตต์ ต้องรับมือกับปัญหาภายในประเทศหลายอย่าง โดยเฉพาะการผ่านกฎหมายงบประมาณ ซึ่งถ้าไม่สำเร็จ อิสราเอลจะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ครั้งที่ 5 ในรอบ 2 ปี

หลังผ่านการเลือกตั้งที่ไม่รู้ผลถึง 4 ครั้งในเวลาแค่ 2 ปี และติดหล่มทางการเมืองมานาน ใครจะไปคิดว่าม้านอกสายตาอย่างนาย นาฟตาลี เบนเนตต์ ผู้นำพรรคชาตินิยมที่มีเสียงในสภาเพียง 7 เสียง จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แห่งประเทศอิสราเอล ได้ควบคุมรัฐบาลแห่งชาติซึ่งประกอบเข้าด้วยกันถึง 8 พรรค

จากนักธุรกิจกลายเป็นนักการเมือง เบนเนตต์ไต่เต้าขึ้นมาจากการเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลต่อเนื่องนานถึง 12 ปี แต่ทั้งคู่กลับแตกหักกันกลางทาง และสุดท้าย นายเบนเนตต์นี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการโค่นอำนาจเจ้านายเก่าของเขาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายเบนเนตต์เคยพูดว่าตนเองเป็นพวกสายเหยี่ยวมากกว่าเนทันยาฮู เขาต่อต้านแนวคิดเรื่องการตั้งรัฐปาเลสไตน์ในดินแดนอิสราเอลอย่างหัวชนฝา ต่างจากเนทันยาฮูที่มีแนวคิดเดียวกันแต่ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง แต่ในขณะที่เขามีความเป็นชาตินิยมสูง เบนเนตต์ก็แอบมีมุมมองแบบเสรีนิยม ต่อต้านการผูกขาด

อย่างไรก็ตาม นายเบนเนตต์มีเวลาบริหารประเทศเพียง 2 ปี ก่อนที่เขาจะต้องส่งไม้ต่อให้นาย ยาอีร์ ลาพิด ผู้นำพรรคสายกลาง ตามข้อตกลงแบ่งปันอำนาจ ทำให้คาดกันว่า เขาจะมุ่งเน้นจัดการปัญหาภายในประเทศเป็นหลัก

นาฟตาลี เบนเนตต์ เกิดเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2515 ในครอบครัวชาวยิว-อเมริกัน ซึ่งอพยพมาจากสหรัฐฯ หลังเกิดสงครามหกวันในปี 2510 ไม่นาน ชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องย้ายที่อยู่ไปมาระหว่างอิสราเอล, แคนาดา และสหรัฐฯ หลายครั้ง และได้กลับมายังเมือง ไฮฟา บ้านเกิดตอนอายุ 10 ขวบ

ครอบครัวเบนเนตต์ทุกคนนับถือศาสนายิวออร์โธดอกซ์ นาฟตาลี ได้เป็นผู้นำเยาวชนขององค์กรเยาวชนไซออนิสต์ หลังจากเข้ามัธยมปลาย ต่อมาปี 2533 เขาถูกเกณฑ์เป็นทหาร ได้สังกัดหน่วยคอมมานโด ‘ซาเยเรต มัตคาล’ ซึ่งเป็นหน่วยสอดแนมพิเศษ และได้เข้าร่วมการต่อสู้ในเหตุความขัดแย้งเลบานอนใต้ (ปี 2525-2543)

หลังเสร็จสิ้นภารกิจรับใช้ชาติ เบนเนตต์ก็เข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮิบรูว์แห่งเยรูซาเลม จากนั้นย้ายไปอยู่แมนฮัตตัน ของสหรัฐฯ ในปี 2543 ร่วมก่อตั้งและเป็นซีอีโอของบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อ ‘ไคโอตา’ (Cyota) ก่อนที่ 5 ปีต่อมาเขาจะขายบริษัทให้แก่บริษัทความปลอดภัยของสหรัฐฯ ได้เงินมา 145 ล้านดอลลาร์ ส่งให้เบนเนตต์กลายเป็นเศรษฐีคนใหม่

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกฯ
หลังทำธุรกิจอีกหลายอย่าง นายเบนเนตต์ก็เริ่มลงเล่นการเมือง เขาได้เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของนายเนทันยาฮู ช่วงปี 2549-2551 ก่อนที่ทั้งสองจะแตกคอกัน ทำให้เบนเนตต์ลาออกจากพรรคลิคุด ไปเป็นหัวหน้าพรรคบ้านชาวยิว (Jewish Home) ซึ่งที่นั่นเขาชูนโยบายต่อต้านการตั้งรัฐปาเลสไตน์ และสามารถนำพรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2556 ส่ง ส.ส. เข้าสู่สภาได้สำเร็จ

พรรคของนายเบนเนตต์กลายเป็นแคนดิเดตพรรคร่วมที่สำคัญ ทำให้เขาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีในทุกรัฐบาลของเนทันยาฮู กระทั่งในปี 2562 รัฐบาลอิสราเอลล่ม ทำให้ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่กลุ่มพันธมิตร “ฝ่ายขวาใหม่” (New Right) ของนายเบนเนตต์ที่เพิ่งก่อตั้ง กลับไม่ได้เก้าอี้ในสภาเลย นายเบนเนตต์จึงเปลี่ยนชื่อกลุ่มใหม่เป็น “ยามินา” (Yamina) ทว่าก็ทำผลงานไม่ดีในการเลือกตั้งใหม่ 3 ครั้งหลังจากนั้น โดยครั้งล่าสุด ได้ ส.ส. เพียง 7 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับเข้าข้างอดีตนักธุรกิจผู้นี้ เมื่อเนทันยาฮูก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมที่ยั่งยืนได้เลยในการเลือกตั้งถึง 4 ครั้งดังกล่าว ซึ่งล่าสุดคือเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้นาย ยาอีร์ ลาพิด ผู้มี ส.ส. ในสภามากเป็นอันดับ 2 ได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลใหม่ และเขาประกาศจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อโค่นเนทันยาฮูลงจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

นายเบนเนตต์ตกลงเข้าร่วมการเจรจากับนายลาพิดกับกลุ่มฝ่ายค้านอื่นๆ และได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในวันที่ 2 มิ.ย. ว่าพวกเขาจะตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรคอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ 73 ปีของอิสราเอล และนายเบนเนตต์กับนายลาพิตจะสลับกันรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนละ 2 ปี โดยเริ่มจากนายเบนเนตต์ ครองตำแหน่งจนถึงวันที่ 27 ส.ค. 2566

รัฐสภาแห่งอิสราเอลก็ลงมติด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียดที่ 60-59 เสียง อนุมัติการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งนายเบนเนตต์ในวัย 49 ปี ก็ได้สาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ แทนที่เบนจามิน เนทันยาฮู เจ้านายเก่าของเขาที่อยู่ในอำนาจมานานถึง 12 ปี

ต่อต้านการตั้งรัฐปาเลสไตน์
นายเบนเนตต์ถูกนิยามว่าเป็นนักชาตินิยมสุดโต่ง เจ้าตัวยังเคยบอกว่า เขามีหัวขวาจัดกว่านายเนทันยาฮู เป็นผู้สนับสนุนความชอบธรรมในการก่อตั้งรัฐยิวอิสราเอล รวมถึงในเขตเวสต์แบงก์, เยรูซาเลมตะวันออก และที่ราบสูงโกลัน ในซีเรีย ซึ่งอิสราเอลยึดครองมาหลังสงครามตะวันออกกลางปี 2510

เขาสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการสร้างที่พักชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ และเยรูซาเลมตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อขัดแย้งหลักกับปาเลสไตน์ ที่ต้องการให้รื้อถอน และจัดตั้งรัฐอิสระของปาเลสไตน์ในเวสต์แบงก์กับฉนวนกาซา โดยมีเยรูซาเลมตะวันออกเป็นเมืองหลวง แต่ภายใต้รัฐบาลเบนเนตต์ อย่าว่าแต่หยุดเลย แค่การแทรกแซงการก่อสร้างก็ทำได้ยากแล้ว

นายเบนเนตต์ยังต่อต้านแนวคิดการสร้างรัฐปาเลสไตน์ขึ้นเคียงคู่กับอิสราเอล หรือที่เรียกว่า “ทางออกแบบ 2 รัฐ” (two-state solution) ที่นานาชาติโดยเฉพาะสหรัฐฯ เสนอด้วย โดยเบนเนตต์ประกาศกร้าวในเรื่องนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า “ตราบเท่าที่ผมมีอำนาจและการควบคุมใดๆ ผมจะไม่ยอมมอบดินแดนของอิสราเอลให้แม้แต่เซนติเมตรเดียว”

ในด้านภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ เบนเนตต์ก็เป็นหนึ่งในคนที่แสดงออกอย่างแข็งกร้าวที่สุด ออกตัวว่าสนับสนุนโทษประหารชีวิต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในอิสราเอลมานานร่วม 60 ปี เขายังปฏิเสธการหยุดยิงกับกลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์ ในเหตุความรุนแรงเมื่อปี 2561 และครั้งล่าสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาด้วย

เวลามีจำกัด เน้นแก้ปัญหาภายใน
ด้วยภูมิหลังทางศาสนาของเขา ทำให้นายเบนเนตต์มีความเป็นชาตินิยมสูง แต่เชื่อว่าเนื่องจากเขาเคยไปใช้ชีวิตและทำธุรกิจในอเมริกาเหนือมาหลายปี ทำให้เศรษฐีรายนี้มีแนวคิดเสรีนิยมในบางเรื่อง โดยเขาเคยบอกกับสื่อในปี 2556 ว่า ต้องการทำลายการผูกขาดและทำลายการครอบงำของบรรดาสหภาพขนาดใหญ่ ที่มีต่อเศรษฐกิจของอิสราเอล

หรือในช่วงการเลือกตั้งล่าสุด นายเบนเนตต์เคยพูดด้วยว่า ชาวเกย์ควรได้รับสิทธิพลเรือนเทียบเท่ากับที่คนอื่นๆ ในอิสราเอลได้รับ

แต่ด้วยเวลาที่มีจำกัดเพียง 2 ปี ทำให้เชื่อว่ารัฐบาลเบนเนตต์จะมุ่งเน้นในเรื่องการแก้ปัญหาภายในประเทศก่อน ซึ่งรวมถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับรัฐ, ปัญหาค่าครองชีพและความเท่าเทียม ยิ่งกว่านั้น อิสราเอลยังไม่ได้ผ่านกฎหมายงบประมาณจริงๆ มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 แล้ว ซึ่งรัฐบาลใหม่มีเวลาแค่ 3 เดือนที่จะร่างกฎหมายใหม่ มิเช่นนั้นจะต้องยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่

หากอิสราเอลต้องกลับมาเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 2 ปีจริง อาจเปิดช่องให้อดีตนายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู ซึ่งเพิ่งตกเก้าอี้หมาดๆ มีโอกาสกลับมาทวงอำนาจคืนอีกครั้ง แต่การจัดตั้งรัฐบาลร่วม 8 พรรคแสดงให้เห็นว่า นายเบนเนตต์พร้อมที่จะประนีประนอมในเรื่องสำคัญ เพื่อให้รัฐบาลยังทำงานต่อไปได้ จึงต้องติดตามกันต่อไปว่า อิสราเอลจะมีรัฐบาลที่ยั่งยืนจริงๆ เสียทีหรือไม่.